ปริมาณและช่วงเวลาในการให้อาหารสายยางการกำหนดปริมาณและช่วงเวลาในการให้อาหารสายยางที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารครบถ้วนโดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ท้องอืด อาเจียน หรือน้ำตาลในเลือดสูงค่ะ
หลักการเบื้องต้นที่ควรทราบมีดังนี้ค่ะ:
1. การคำนวณปริมาณพลังงาน (Total Calories)
โดยปกติแพทย์หรือนักกำหนดอาหารจะคำนวณจากน้ำหนักตัวและระดับความต้องการของร่างกายผู้ป่วย:
ค่าเฉลี่ยทั่วไป: อยู่ที่ 25–30 กิโลแคลอรี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ตัวอย่าง: ผู้ป่วยหนัก 50 กิโลกรัม ต้องการพลังงานประมาณ 50×30=1,500 กิโลแคลอรีต่อวัน
แปลงเป็นปริมาณอาหาร: อาหารสูตรสำเร็จรูปส่วนใหญ่ (แบบมาตรฐาน) จะให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรี ต่อ 1 มิลลิลิตร (1 kcal/ml) ดังนั้น 1,500 กิโลแคลอรี จะเท่ากับ 1,500 มิลลิลิตรต่อวันค่ะ
2. การจัดตารางเวลา (Feeding Schedule)
การให้อาหารสายยางมักแบ่งเป็น 4–6 มื้อต่อวัน เพื่อให้กระเพาะอาหารได้มีเวลาพักและย่อยอาหาร
ตารางตัวอย่าง (แบ่ง 5 มื้อ):
มื้อเช้า: 07.00 น.
มื้อสาย: 10.00 น.
มื้อกลางวัน: 13.00 น.
มื้อเย็น: 17.00 น.
มื้อก่อนนอน: 20.00 น.
ปริมาณต่อมื้อ: ให้นำปริมาณรวมต่อวันหารด้วยจำนวนมื้อ (เช่น 1,500÷5=300 มิลลิลิตรต่อมื้อ)
ข้อควรระวัง: ไม่ควรให้เกิน 300–400 มิลลิลิตรต่อมื้อ เพราะจะทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวมากเกินไปและเสี่ยงต่อการอาเจียนหรือสำลัก
3. หลักการให้อาหารอย่างปลอดภัย (Golden Rules)
กฎความเร็ว: ในการให้แต่ละมื้อ ควรใช้เวลา 15–20 นาที ต่อไซริงค์ (หากเทให้ไหลเอง) ห้ามเร่งให้หมดภายใน 5 นาทีเด็ดขาด
การล้างสาย (Flush):
ใช้น้ำสะอาด 30–50 มิลลิลิตร ก่อนและหลัง ให้อาหารทุกครั้ง
หากมีการให้ยา ต้องล้างสายด้วยน้ำสะอาดก่อนและหลังให้ยา เพื่อป้องกันยาทำปฏิกิริยากับอาหารและสายอุดตัน
การให้น้ำเสริม: นอกเหนือจากอาหาร ผู้ป่วยต้องการน้ำเปล่าเพื่อให้ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ (ประมาณ 30–35 มิลลิลิตร ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) สามารถแบ่งให้น้ำแทรกระหว่างมื้ออาหารได้ค่ะ
📋 ตารางบันทึกการให้อาหาร (ที่แนะนำให้คุณแม่ทำ)
มื้อที่ เวลา ปริมาณอาหาร (ml) ปริมาณน้ำสะอาด (ml) อาการหลังอาหาร
มื้อ 1 07.00 300 50 ปกติ
มื้อ 2 10.00 300 50 ปกติ
⚠️ ข้อควรระวังในการปรับเวลาและปริมาณ
เริ่มน้อยๆ ไปมาก: หากเพิ่งเริ่มใส่สาย ให้เริ่มจากปริมาณน้อยๆ ใน 1–2 วันแรก แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนครบตามเป้าหมายที่แพทย์กำหนด เพื่อให้กระเพาะอาหารปรับตัว
สังเกตอาการ: หากมื้อไหนผู้ป่วยมีอาการแน่นท้อง หรืออาหารมื้อก่อนหน้ายังค้างอยู่ในกระเพาะ (เช็กด้วยการดูดอาหารค้าง) ให้เว้นระยะหรือลดปริมาณมื้อถัดไปลงเล็กน้อย